คุณเคยรู้สึกไหมว่าวันทั้งวันของคุณหมดไปกับการ “ตอบคำถาม” ของลูกน้อง? “พี่ครับ อันนี้ทำยังไง?”, “พี่คะ เจอปัญหาแบบนี้แก้ยังไงดี?”, “พี่สะดวกเคาะอันนี้ให้หน่อยได้ไหมครับ?”
ถ้าประโยคเหล่านี้คือสิ่งที่คุณเจอทุกวัน ยินดีด้วยครับ คุณกำลังตกอยู่ในสภาวะ “หัวหน้าจอมแบก” ที่แบกทั้งปัญหา ทีมงาน และความเครียดไว้คนเดียว ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ (Leadership Expert) สภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะนอกจากคุณจะไม่มีเวลาไปคิดงานกลยุทธ์ (Strategic Thinking) เพื่อพัฒนาองค์กรแล้ว คุณยังกำลัง “ฆ่าทางอ้อม”ศักยภาพการคิดของลูกน้องโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย
.
ในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว (VUCA World) ยุคของการ “สั่งการ” (Command & Control) ได้หมดลงแล้ว ผู้นำที่เก่งที่สุดไม่ใช่ผู้นำที่มี “คำตอบ” ให้ทุกเรื่อง แต่คือผู้นำที่รู้วิธี “ตั้งคำถาม” เพื่อดึงคำตอบที่ดีที่สุดออกมาจากตัวทีมงาน
วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง “ศิลปะการตั้งคำถามแบบโค้ช (Coaching Questions)” เปลี่ยนคุณจากผู้สั่งการ ให้เป็นผู้สร้างคน เพื่อให้ทีมงานคิดแก้ปัญหาได้เอง และเดินมาหาคุณพร้อม “ทางออก” ไม่ใช่แค่ “ปัญหา” ครับ
🔍 โครงสร้างเนื้อหา: จากจอมสั่งการ สู่จอมโค้ช (The Coaching Mindset Framework)
.
ก่อนจะไปดูวิธีการตั้งคำถาม เราต้องปรับ Mindset กันก่อนครับ:
– สั่งการ (Telling): “ทำแบบ A นะ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ B” ลูกน้องได้งาน หัวหน้าเหนื่อย ลูกน้องไม่โต
– โค้ช (Coaching): “เป้าหมายคือ B คุณคิดว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น?” ลูกน้องได้งาน ลูกน้องเก่งขึ้น หัวหน้ามีเวลาเพิ่ม
.
💡 5 วิธีตั้งคำถามแบบโค้ช เพื่อสร้าง “ลูกน้องที่คิดเองเป็น” (Powerful Questioning Strategies)
.
1. หมดยุคคำถามปลายปิด: เปิดพื้นที่การคิดด้วย “Open-ended Questions”
คำถามปลายปิดที่ตอบแค่ “ใช่/ไม่ใช่” หรือ “ได้/ไม่ได้” คือตัวฆ่าความคิดสร้างสรรค์ชั้นดี เพราะคุณได้จำกัดทางเลือกให้ลูกน้องเรียบร้อยแล้ว
: คำถามแบบโค้ชต้องขึ้นต้นด้วย “อะไร”, “อย่างไร”, “ตรงไหน” เพื่อบังคับให้สมองของลูกน้องต้องทำงาน ต้องไปค้นหาข้อมูล และวิเคราะห์หาเหตุผลก่อนตอบ มันคือการย้ายหน้าที่การคิดจากหัวของคุณไปสู่หัวของเขา
ตัวอย่างคำถาม:
ไม่ควรพูด: “เจอปัญหานี้ แก้ด้วยวิธี A ได้ไหม?”
ควรพูดแบบโค้ช: “เจอปัญหานี้ คุณคิดว่ามีวิธีการแก้ไข ‘อะไร’ บ้าง? และ ‘อย่างไร’?”
ควรพูดแบบโค้ช: “มีจุด ‘ตรงไหน’ ที่คุณคิดว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในตอนนี้?”
.
2. ใช้ GROW Model: โครงสร้างคำถามสู่ทางออกอย่างเป็นระบบ
GROW Model เป็นเครื่องมือสากลในการโค้ชที่ช่วยลำดับความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ถ้าลูกน้องเดินมาด้วยความสับสน ให้ใช้ GROW Model ตีกรอบให้เขาครับ
: GROW คือ 4 ขั้นตอนที่ต้องถามเรียงลำดับ:
G – Goal (เป้าหมาย): วันนี้ต้องการให้เกิดผลลัพธ์อะไร?
R – Reality (ความเป็นจริง): สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร? (มี Data อะไรบ้าง?)
O – Options (ทางเลือก): มีวิธีการอะไรที่เป็นไปได้บ้าง?
W – Will (เจตจำนง): สรุปแล้วจะเลือกทำอะไร? และทำเมื่อไหร่?
ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ลูกน้องเดินมาบอกว่า “พี่ครับ ปิดยอดขายเดือนนี้ไม่ทันแน่เลย”
(G): “พี่เข้าใจ สถานการณ์ตอนนี้ยอดที่ขาดอยู่คือ ‘อะไร’ และสัปดาห์นี้เราต้องการปิดให้ได้ ‘เท่าไหร่’?”
(R): “แล้วตอนนี้ลูกค้ารายใหญ่ๆ มีสถานะเป็น ‘อย่างไร’ บ้าง?”
(O): “เราคิดว่ามีทางเลือก ‘อะไร’ บ้างที่จะช่วยเร่งการตัดสินใจของลูกค้าได้? (And what else? มีวิธีอื่นอีกไหม?)”
(W): “จากทางเลือกทั้งหมด สรุปแล้วคุณเลือกที่จะลงมือทำ ‘อะไร’ เป็นอย่างแรก? และทำ ‘เมื่อไหร่’?”
.
3. ถามหา “ทางเลือก” (Options) ไม่ใช่ “คำตัดสิน” (Judgment)
ลูกน้องหลายคนไม่กล้าคิด เพราะกลัวคิดผิดแล้วโดนหัวหน้าว่า ผู้นำบทบาทโค้ชต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยด้วยคำถาม
: เมื่อเจอปัญหา ให้ตั้งคำถามเพื่อให้เขาเสนอ “ทางเลือกหลายๆ ทาง (Multiple Options)”แทนที่จะถามว่าเขาจะทำอย่างไร (How) การถามหาทางเลือกจะช่วยลดความกดดัน เพราะเขารู้สึกว่าเขากำลัง “เสนอไอเดีย” ไม่ใช่กำลัง “รอโดนเคาะ” ว่าวิธีนั้นถูกหรือผิด
ตัวอย่างคำถาม:
“ถ้าเรามีเวลาเพิ่มอีก 2 วัน คุณคิดว่าเราจะมีทางเลือกแก้ไขนี้ ‘อะไร’ เพิ่มขึ้นบ้าง?”
“ถ้าวิธี A ไม่สำเร็จ คุณคิดว่าทางเลือกสำรอง (Plan B) ที่เป็นไปได้คือ ‘อะไร’?”
.
4. ชวนวิเคราะห์ “ข้อดี-ข้อเสีย” ด้วยตัวเอง (Self-Analysis)
เมื่อลูกน้องเสนอ Options มาแล้ว ผู้นำจอมสั่งการจะพูดทันทีว่าวิธีนั้นไม่ดี แต่ผู้นำจอมโค้ชจะให้เขาเป็นคนสรุป
: การให้ลูกน้องวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียของไอเดียตัวเอง คือการสอนทักษะการวิเคราะห์ (Analytical Thinking) และความรับผิดชอบ (Responsibility) เมื่อเขาสรุปได้เองว่าวิธีไหนดีที่สุด เขาจะมีเจตจำนงในการทำ (Will to do) สูงขึ้น เพราะมันมาจากสมองของเขาเอง
ตัวอย่างคำถาม:
“จาก 3 ทางเลือกที่คุณเสนอมา คุณมองว่าแต่ละทางมีข้อดีและข้อเสีย ‘อย่างไร’?”
“ทางเลือกที่ 2 นั้น มีความเสี่ยง ‘อะไร’ บ้างที่เราต้องเตรียมรับมือ?”
.
5. ถามด้วยความอยากรู้จริงๆ (Genuine Curiosity) ไม่ใช่ถามเพื่อจับผิด
ภาษากาย น้ำเสียง และเจตนาหลังคำถาม คือสิ่งที่ลูกน้องสัมผัสได้ครับ
: คำถามเดียวกัน ถ้าน้ำเสียงแข็งและสีหน้าจับผิด ลูกน้องจะรู้สึกว่าโดนสอบสวน (Interrogation) และจะหยุดคิดทันที แต่ถามด้วยน้ำเสียงสงบ จริงใจ แววตาอยากรู้จริงๆ (Genuine Curiosity) จะช่วยกระตุ้นให้เขารู้สึกว่าคุณคือ “พันธมิตรที่พร้อมสนับสนุน” ให้เขาคิดแก้ปัญหา
ตัวอย่างการปฏิบัติ: ยิ้มเล็กน้อย สบตาตรง (Eye Contact) โน้มตัวเข้าหาเล็กน้อยเมื่อถาม และที่สำคัญที่สุดคือ “เงียบฟังจนจบโดยไม่พูดแทรก”
.
💡 บทสรุป: ผู้นำคือผู้สร้างคน ไม่ใช่ผู้สร้างผลงานคนเดียว (Leader as a Talent Builder)
การเปลี่ยนสไตล์จาก “สั่งการ” มาเป็น “โค้ช” อาจจะขัดความรู้สึกในช่วงแรกครับ เพราะคุณรู้สึกว่าสั่งไปเลยเร็วกว่า แต่เชื่อผมเถอะครับว่าความเร็วในวันนี้คือ “หนี้” ทางเวลามหาศาลในอนาคต
การใช้คำถามแบบโค้ชคือการ “ลงทุน” ในตัวคน เมื่อลูกน้องของคุณเริ่มคิดแก้ปัญหาได้เอง วันนั้นคุณจะได้ทีมที่แข็งแกร่ง วันนั้นคุณจะได้เวลาชีวิตของคุณคืนกลับมาเพื่อไปทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
เริ่มปรับวันนี้… เริ่มจาก “1 คำถามแบบโค้ช ต่อ 1 ปัญหาที่ลูกน้องเดินมาหาคุณ” ครับ!

