ตลอด 20 ปีในฐานะ HR Manager ผมพบเจอเหตุการณ์หนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
ผู้สมัครเข้ามาสมัครงานด้วยด้วย Resume ที่ไร้ที่ติ สุดยอด จบจากสถาบันชั้นนำ จนถึงแม้กระทั่งจบจากต่างประเทศ มีประสบการณ์การทำงานในบริษัทใหญ่โต ทักษะทางเทคนิค (Hard Skills) อยู่ในระดับหาตัวจับยาก แต่เมื่อถึงเวลาประกาศผล ชื่อของเขากลับ “ไม่ผ่านการคัดเลือก”
คำถามคือ “คนเก่งขนาดนี้ ทำไมบริษัทถึงไม่เอา?”
จากประสบการณ์ของผมที่นั่งมองคนเดินเข้าออกห้องสัมภาษณ์มานับพันชีวิต นี่คือ 5 เหตุผลที่ “ความเก่งกาจ” เพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยคุณให้ได้งานทำ มาดูกันเลย
1. ความเก่งที่ “ไม่ถูกที่” (The Wrong Fit)
หลายคนพลาดเพราะพยายามโชว์ความเก่ง โชว์ความเก๋า ในทุกด้าน แต่คงลืมไปว่าบริษัทกำลังตามหา “จิ๊กซอว์ที่ขาดหายไป” ไม่ใช่แค่คนเก่งที่สุดเท่านั้น
-
ตัวอย่าง: บริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพกำลังหาหัวหน้าทีมที่ต้องลงไปลุยงานเองได้ (Hands-on) แต่คุณกลับพรีเซนต์ความสำเร็จในการคุมคน 100 คนในบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ โดยที่คุณไม่ได้แตะทำงานลงหน้างานมา 5 ปีแล้ว
-
มุมมอง HR: ต่อให้คุณเก่งมาก แต่ถ้า “ขนาดและสไตล์” ของคุณไม่เข้ากับหน้างานปัจจุบัน ไม่ลงภาคสนามบ้าง เราจะมองว่าคุณอาจจะเบื่อหรือลาออกในไม่ช้า
2. เก่งงานจริง แต่ “ตกม้าตายเรื่องทัศนคติ” (Attitude Over Aptitude)
ในระดับบริหารหรือผู้เชี่ยวชาญ ทักษะการทำงานเป็นเรื่องพื้นฐานครับ แต่สิ่งที่ HR และผู้บริหารมองหาคือ “Cultural Fit” (ความเหมาะสมในวัฒนธรรมขององค์กร)
-
ตัวอย่าง: ระหว่างการสัมภาษณ์ คุณเล่าถึงความสำเร็จโดยใช้คำว่า “ผม/ฉัน” ตลอดเวลา และเผลอวิจารณ์หัวหน้าเก่าหรือทีมเก่าว่าทำงานไม่ได้ดั่งใจคุณบ่อยครั้งมาก
-
มุมมอง HR: เราไม่ได้มองว่าคุณเก่งครับ เรามองว่าคุณมีปัญหาเรื่อง “Ego” และอาจจะสร้างปัญหาความขัดแย้งในทีมใหม่ (Toxic workplace) ได้ ซึ่งหากผู้สัมภาษณ์เป็นแบบนี้ผมจะไม่รับเลยครับ
3. ตกอยู่ในหลุมพราง “The Expert’s Curse” (สื่อสารเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายไม่ได้)
ยิ่งเก่งมาก บางคนยิ่งสื่อสารไม่รู้เรื่อง พูดให้เข้าใจยาก เพราะคุณคาดหวังว่าคนฟังต้องเข้าใจเทคนิคเชิงลึกเหมือนที่คุณเข้าใจ
-
ตัวอย่าง: เมื่อถูกถามว่า “จะแก้ปัญหายอดขายตกได้อย่างไร?” แทนที่จะสรุปกลยุทธ์ 1-2-3 ให้เข้าใจง่ายๆ แต่คุณกลับร่ายยาวถึงทฤษฎีสถิติและเทคนิคเฉพาะทางที่ไม่มีใครในห้องสัมภาษณ์เข้าใจ แถมปวดหัวอีกด้วย
-
มุมมอง HR: การเป็นผู้นำที่ดีต้องมีทักษะการสื่อสาร (Communication) หากคุณยังเล่าเรื่องตัวเองยังให้เข้าใจได้ยาก ทาง HR จะกังวลว่าคุณจะบริหารทีมหรือคุยกับลูกค้าได้อย่างไร ให้เข้าใจ
4. ขาดการควบคุมอารมณ์ “Emotional Intelligence (EQ)” ในจังหวะสำคัญ
ความนิ่ง และการควบคุมอารมณ์คือบททดสอบชั้นดีในห้องสัมภาษณ์ โดยเฉพาะคำถามที่กดดัน
-
ตัวอย่าง: เมื่อถูกตั้งคำถามจี้จุดใจดำ จุดผิดพลาดในอดีต คุณเริ่มแสดงอาการป้องกันตัว (Defensive) น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยน แสดงสีหน้าไม่พอใจ พฤติกรรมทางกายเปลี่ยนอย่างชัดเจน
-
มุมมอง HR: เราไม่ได้อยากจับผิดครับ แต่อยากดูว่าเวลาคุณเจอวิกฤต (Crisis) จริงๆ คุณจะรับมืออย่างไร ถ้าในห้องสัมภาษณ์คุณยังนิ่งไม่ได้ ในสนามจริงคงยากกว่านี้
5. คุณเก่งจริง … แต่คุณ “ไม่ทำการบ้าน”
ความเก่งทำให้คนบางคนประมาท และคิดว่าโปรไฟล์อันสวยหรูของตัวเองจะพูดแทนทุกอย่าง
-
ตัวอย่าง: เมื่อถามว่า “คุณทราบไหมว่าความท้าทายหลักของบริษัทเราตอนนี้คืออะไร?” คุณกลับตอบไม่ได้ หรือตอบกว้างๆ เหมือนอ่านมาจากหน้าเว็บไซต์แวบเดียว
-
มุมมอง HR: มันแสดงถึงความไม่ใส่ใจ (Lack of Passion) บริษัทไม่ได้ต้องการคนเก่งที่สุดในโลก แต่ต้องการคนเก่งที่ “อยากมาช่วยบริษัทเราจริงๆ”
โดยสรุปแลัวจากประสบการณ์อันยาวนานของผมกว่า 20 ปี >>>
การได้งานไม่ใช่การแข่งขันว่าใคร “เก่งที่สุด” แต่เป็นการพิสูจน์ว่าใครคือคนที่ “ใช่ที่สุด” ในเวลานั้น
หากคุณกำลังติดหล่มความคิดนี้อยู่ ลองถอยกลับมามองดูตัวเองครับว่า เรากำลังนำเสนอแค่ “Hard Skills” หรือเปล่า? อย่าลืมสัมผัสความเป็นมนุษย์ “Human Touch” การรับฟังที่ยอดเยี่ยม และความเข้าใจในบริบทขององค์กรเข้าไปด้วย
“คนเก่งหาไม่ยากครับ แต่คนเก่งที่เข้าใจคนและเข้าถึงได้… คือคนที่ทุกบริษัทต้องการ”


