เคล็ดลับคนทำงาน

กลยุทธ์ต่อรองเงินเดือนแบบ “วิน-วิน” คุณต้องพูดอย่างไรให้ได้ค่าตัวที่ต้องการ โดยที่บริษัทไม่ปฏิเสธ

Rating:

     “เสียดายจัง… รู้อย่างนี้เรียกเพิ่มอีกหน่อยก็ดี”

      ประโยคนี้ผมได้ยินบ่อยมากจากพนักงานใหม่หลังจากเซ็นสัญญาไปแล้ว ในทางกลับกัน ผมก็เคยเห็นผู้สมัครที่เก่งมากต้องชวดงานไปเพียงเพราะการต่อรองที่ “แข็ง” เกินไปจนบริษัทสู้ไม่ไหว

ในฐานะคนที่กุมงบประมาณจ้างงาน และประสานงานการต่อรองกับผู้บริหาร มาตลอด 20 ปี ผมบอกได้เลยว่าการต่อรองเงินเดือนไม่ใช่ “การต่อราคาสินค้าในตลาด”แต่มันคือ “การพิสูจน์มูลค่าธุรกิจ” นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้คุณได้สิ่งที่ต้องการ และ HR ก็รู้สึกยินดีที่จะจ่ายให้ครับ

1. ทำความเข้าใจ “โครงสร้าง” ก่อน “ตัวเลข”

     ก่อนจะเอ่ยปากขอเงินเพิ่ม คุณต้องรู้ก่อนว่าบริษัทมีงบประมาณ (Budget) และกระบอกเงินเดือน (Salary Structure) ของตำแหน่งนั้นๆ อยู่ที่เท่าไหร่

  • เทคนิค: เช็กค่ากลางจาก Job Survey หรือคนในวงการ แต่อย่าลืมดูขนาดบริษัทและอุตสาหกรรมประกอบด้วย

  • มุมมอง HR: เรามีเพดานที่จ่ายได้ครับ ถ้าคุณขอเกินเพดานแต่มีเหตุผลที่คุ้มค่า เราอาจจะไปของบพิเศษ (Special Budget) ให้ได้

2. ใช้ “Value-Based” ไม่ใช่ “Need-Based”

     หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการบอกว่า “ผมขอเพิ่มเพราะค่าครองชีพสูงขึ้น” หรือ “ต้องผ่อนบ้าน” บริษัทไม่ได้จ่ายเงินตามภาระของคุณครับ แต่จ่ายตาม “มูลค่าที่คุณจะสร้างให้เขา”

  • ประโยคตัวอย่าง: “จากประสบการณ์ที่ผมเคยลดต้นทุนให้บริษัทเก่าได้ 20% ผมมั่นใจว่าจะเข้ามาช่วยทีมนี้ประหยัดงบได้ทันที ดังนั้นผมจึงขอเสนอตัวเลขที่…”

3. กลยุทธ์ “The Anchor” (การวางสมอ)

     เมื่อ HR ถามถึงเงินเดือนที่คาดหวัง อย่ารีบตอบเป็นตัวเลขเดี่ยว ให้ตอบเป็น “ช่วง (Range)”

  • เทคนิค: ให้ตัวเลขที่คุณ “รับได้จริง” เป็นจุดต่ำสุดของช่วง และตัวเลขที่ “อยากได้” เป็นจุดสูงสุด

  • ตัวอย่าง: “จากความรับผิดชอบและทักษะที่ต้องใช้ ผมมองไว้ที่ช่วง 75,000 – 85,000 บาทครับ ทั้งนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสวัสดิการรวมอื่นๆ”

4. ต่อรอง “มากกว่าแค่ตัวเงิน” (Total Compensation)

     หากบริษัทสู้ตัวเลขไม่ได้จริงๆ อย่าเพิ่งถอยครับ ยังมีหน้าต่างบานอื่นให้คุย เป็นสวัสดิการต่างๆ ที่ขอเพิ่มเป็นพิเศษเช่น :

  • วันลาพักร้อนเพิ่ม: (เช่น จาก 6 วัน เป็น 12 วัน)

  • งบพัฒนาตัวเอง: (ค่าคอร์สเรียนหรือสัมมนา)

  • Work from Anywhere: (ลดค่าเดินทาง เพิ่มเวลาให้ชีวิต)

  • ตำแหน่งงาน (Title): ซึ่งจะมีผลต่อการอัปค่าตัวในอนาคต

5. รู้จัก “จุดถอย” ของตัวเอง (Walk-away Point)

      คุณต้องมีตัวเลขในใจที่ต่ำที่สุดที่จะรับได้ หากบริษัทกดต่ำกว่านั้นและไม่มีข้อเสนออื่นมาชดเชย คุณต้องกล้าที่จะปฏิเสธอย่างสุภาพ เพราะการรับงานด้วยความรู้สึก “ไม่คุ้มค่า” จะนำไปสู่การลาออกใน 6 เดือนถัดไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR ก็ไม่ต้องการเช่นกัน

     ตัวอย่างบทสนทนา: เมื่อ HR เสนอมาน้อยกว่าที่หวัง

      สถานการณ์ : บริษัทเสนอมาที่ 60,000 บาท แต่คุณตั้งใจไว้ที่ 70,000 บาท

      ❌ แบบที่พลาด: “6 หมื่นน้อยไปครับ ผมขอ 7 หมื่นได้ไหม ถ้าไม่ได้ผมคงไม่เอา” (นี่คือการปิดประตูใส่หน้า HR)

      ✅ แบบวิน-วิน (สไตล์มือโปร): “ขอบคุณมากครับสำหรับข้อเสนอ ผมประทับใจในทีมและโปรเจกต์นี้มากจริงๆ อย่างไรก็ตาม จากที่ได้คุยกันถึงความคาดหวังที่ผมต้องเข้ามายกระดับระบบใหม่ทั้งหมด ผมมองว่าตัวเลขที่ 70,000 บาท จะสะท้อนถึงมูลค่าและผลลัพธ์ที่ผมจะทำให้บริษัทได้ชัดเจนกว่า พอจะมีช่องทางปรับจูนงบประมาณตรงนี้ หรือพิจารณาเป็นโบนัสตามผลงาน (Sign-on Bonus) ทดแทนได้ไหมครับ?”

จำเอาไว้ว่า การต่อรองที่ยอดเยี่ยมคือการทำให้ HR รู้สึกว่า “การจ่ายแพงกว่าอีกนิด เพื่อได้คนนี้มา คือการลงทุนที่คุ้มที่สุดของปีนี้”

จงจำไว้ว่า… เมื่อคุณก้าวเข้าสู่กระบวนการต่อรอง แปลว่า “เขาเลือกคุณแล้ว” คุณมีแต้มต่ออยู่ในมือครับ ใช้มันอย่างมีศิลปะที่สุด

Tags: , , , ,

Comments are closed.